บทที่ 1 เพราะต้นสน
ตอนที่ 1 เพราะต้นสน
ณ จวนกั๋วกง...
“คุณหนูสาม ข้าอธิบายเรื่องนี้มาถึงสามหน เจ้ากลับบอกว่าไม่เข้าใจอะไรเลยเช่นนั้นหรือ!?” หานอวิ๋นเฉิง ผู้เป็นอาจารย์วัยสามสิบหนาวเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมเยียบเย็นทอดมองนางนิ่งราวคมกระบี่ แม้ใบหน้าจะยังสงบราวรูปสลักหยก แต่น้ำเสียงที่กดต่ำกลับแฝงความอดกลั้นบางอย่าง
เจินอิ่งหลัว หรือคุณหนูสามแห่งจวนกั๋วกงสะดุ้งเล็กน้อย รีบยืดตัวนั่งหลังตรงราวกับถูกจับได้ว่าทำความผิด มือเล็กกำชายแขนเสื้อแน่น ดวงตากลมโตหลุบวูบลงทันที
เขาคือหานอวิ๋นเฉิง.... เป็นหัวหน้าสำนักฮั่นหลิน และยังเป็นอาจารย์ขององค์ชายองค์หญิงอีกหลายพระองค์
แต่เพราะถูกเจินกั๋วกง[1]บิดาของนางขอร้องให้มาสอนตำราให้นางตัวต่อตัว นางจึงมีวาสนาได้เรียนกับเขา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงได้พบเขาครั้งแรก เจินอิ่งหลัวกลับใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นกับบุรุษคนใด...
หานอวิ๋นเฉิงเป็นบุรุษรูปร่างสูงแข็งแรง ใบหน้าหล่อเหลา ดุจหยกสลักจากสวรรค์ แม้สวมเพียงอาภรณ์สีเรียบของบัณฑิต แต่ความสูงสง่าและท่วงท่าสงบนิ่งกลับทำให้เขาแตกต่างจากผู้คนโดยรอบอย่างไม่อาจมองข้าม
“ท่านอาจารย์...คือข้า...ขออภัยเจ้าค่ะ คือ...”นางอ้ำอึ้งจนคำพูดติดอยู่ในลำคอ จะให้นางบอกได้อย่างไร...ตลอดเวลาที่เขาอธิบายตำรา นางไม่ได้ฟังเลยสักประโยคไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจเรียน...
แต่เพราะมัวแต่มองหน้าของเขา!
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงได้หล่อเหลาราวกับเทพเซียน ใบหน้าคมคาย จมูกโด่งได้รูป คิ้วเข้มดุจวาด ดวงตาลึกสงบ แม้แต่เวลาขมวดคิ้วก็ยัง...ดูดีนางเผลอมองเสียจนลืมไปว่ากำลังเรียนหนังสือ
หานอวิ๋นเฉิง มองหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้า อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลับตาลงช้า ๆ ราวกับนับหนึ่งถึงสิบในใจเพื่อระงับอารมณ์
“ดูท่าแล้ว...ข้าจะไร้ความสามารถในการสอนเจ้า”
เจินอิ่งหลัวรีบเงยหน้าพรวด ดวงตาเบิกกว้าง “ไม่นะ ท่านอาจารย์ ข้าผิดไปแล้วจริงๆ”
“เอาเถิด พรุ่งนี้ข้าจะรายงานต่อเจินกั๋วกงให้เปลี่ยนอาจารย์คนใหม่”
“หา!?”เสียงอุทานหลุดออกมาทันที นางหน้าซีดราวกับถูกฟ้าผ่า เปลี่ยนอาจารย์เช่นนั้นหรือ? เช่นนั้นต่อไปนางก็จะไม่ได้พบเขาแล้วหรือ!
หานอวิ๋นเฉิง ปิดตำราลงอย่างแผ่วเบา ก่อนลุกขึ้นอย่างสง่างาม สะบัดชายอาภรณ์เพียงเล็กน้อยแล้วหมุนกายเดินออกจากโถงรับรอง เขาเดินได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังตามหลัง
“ไม่! ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ!” เจินอิ่งหลัวรีบยกชายกระโปรงวิ่งตามไปจนปิ่นปักผมสั่นไหว
แต่ชายหนุ่มยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคง ไม่แม้แต่จะหันกลับมา หญิงสาวกัดริมฝีปาก ก่อนรวบรวมความกล้าแล้วตะโกนออกไปทั้งที่ใบหน้าแดงจัด
“คราวหน้าข้าจะไม่มอง...เอ่อ...”นางรีบยกมือปิดปากตัวเอง ดวงตาเบิกกว้าง แย่แล้ว! นางเกือบสารภาพออกไปแล้วว่ามัวแต่มองเขา
หานอวิ๋นเฉิงชะงักฝีเท้าไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนเอ่ยโดยไม่หันกลับมา
“ไม่มอง...สิ่งใด”เขาหันกลับมาถามดวงตาคมเย็นของเขาจับจ้องนางนิ่ง ราวกับกำลังรอคำตอบ
คุณหนูสามยืนนิ่งราวกับถูกสาป สมองขาวโพลน“เอ่อ...มอง”นางเหลือบซ้ายแลขวาอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนรีบชี้ไปยังต้นสนข้างทาง“มอง...ต้นสนเจ้าค่ะ!”
บรรยากาศเงียบงันไปครู่หนึ่ง หานอวิ๋นเฉิงหลุบตามองต้นสนต้นนั้นนิ่ง ๆ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ“ต้นสนอยู่นอกโถงเรียน”
เจินอิ่งหลัวถึงกับอยากขุดหลุมมุดแผ่นดิน เหตุใดนางถึงโกหกได้ไม่น่าเชื่อเช่นนี้!
ในที่สุดหานอวิ๋นเฉิงก็ถอนหายใจเล็กน้อย“พรุ่งนี้ ข้าจะอธิบายอีกครั้งและเป็นครั้งสุดท้าย”เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริมโดยยังไม่หันกลับมา“ครั้งนี้...หากเจ้ายังไม่สนใจเรียนอีก ข้าจะรายงานกั๋วกง”กล่าวจบ เขาก็ก้าวเดินจากไป
ทิ้งให้เจินอิ่งหลัวยืนหน้าแดงมองตามจนลับตา
ภายในรถม้า หานอวิ๋นเฉิงนั่งตัวตรงดังเช่นทุกวัน แผ่นหลังสง่าผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยังคงเรียบเฉยจนยากจะอ่านอารมณ์
แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง...เขากลับถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ภาพของคุณหนูสามแห่งจวนเจินกั๋วกงผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง
เจินอิ่งหลัว...ศิษย์สาววัยสิบเจ็ดหนาวผู้มีใบหน้าหวานละมุน ดวงตากลมโตสดใสราวกวางน้อย แต่กลับมีนิสัยเกียจคร้านเสียจนทำให้เขาแทบหมดความอดทน
หากไม่ติดว่านางเป็นบุตรสาวคนที่สามของเจินกั๋วกง ผู้มีคุณูปการต่อบ้านเมืองและได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากฝ่าบาท อีกทั้งยังเป็นผู้ใหญ่ที่เขาให้ความเคารพ เขาคงปฏิเสธคำเชิญตั้งแต่แรก
เวลาผ่านไปเพียงสามสัปดาห์...แต่เขากลับรู้สึกราวกับผ่านมาสามเดือนทุกครั้งที่เริ่มอธิบายตำรา นางมักจะทำได้เพียงสองอย่าง
ไม่หลับ...ก็เหม่อลอยและหากไม่เหม่อลอย...ก็เอาแต่มองหน้าเขา ครั้นเมื่อถามถึงสิ่งที่เพิ่งอธิบาย นางกลับกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนตอบว่าไม่เข้าใจราวกับไม่เคยได้ยินมาก่อน
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ หานอวิ๋นเฉิงก็หลับตาลงช้า ๆ พลางยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วเบา ๆ
เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย ตำราที่เขาใช้อธิบายให้นางฟังเป็นเล่มเดียวกับที่ใช้สอนองค์ชายหลายพระองค์และบัณฑิตราชสำนัก ผู้ใดต่างเข้าใจได้หลังฟังเพียงครั้งเดียว เหตุใดคุณหนูสามผู้นั้นจึงฟังถึงสามรอบแล้วยังไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย หรือว่า...เขาจะสอนไม่เป็นจริง ๆ
ความคิดนั้นทำให้เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
ด้านหน้ารถม้า ลู่เหวินซึ่งกำลังนั่งอยู่ม้าอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้เมื่อเห็นนายของตนถอนหายใจหลายครั้งติดต่อกัน
“ใต้เท้า คุณหนูสามผู้นี้มองตามท่านตลอดเวลาเลยนะขอรับ”
หานอวิ๋นเฉิงมิได้ตอบ เพียงหลับตานิ่งราวกับไม่ได้ยิน
สวี่อัน ผู้ติดตามที่นั่งอยู่ข้างลู่เหวินหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนกล่าวเสริม“ต้องโทษที่ใต้เท้าของเราหล่อเหลาเกินไป”
ภายในรถม้าเงียบไปชั่วอึดใจ
ขณะนั้นเอง คล้ายลู่เหวินจะนึกบางอย่างออก
“อีกสองวันมีประชุมใหญ่กับเสนาบดีทั้งหกกรม ฝ่าบาทจะทรงหารือเรื่องภัยแล้งและการขุดคลองสายใหม่ ใต้เท้าพร้อมหรือไม่ขอรับ”
หานอวิ๋นเฉิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
“พร้อม”
ภายในรถม้ากลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงล้อรถบดไปตามถนนและเสียงกีบม้าที่ดังสม่ำเสมอ
[1] กั๋วกง คือบรรดาศักดิ์ขุนนางชั้นสูงสุดระดับ ‘กง’ (เรียงลำดับจากสูงไปต่ำ กั๋วกง > จวิ้นกง > โหว > ปั๋ว > จื่อ > หนาน)
